เข้าสู่ระบบสมาชิก

Login

คิดอย่าง “ไรซ์”

คิดอย่าง "ไรซ์"

คิดอย่าง “ไรซ์” : ต้นแบบนักเตะผู้ทำให้ค่าตัว 105 ล้านปอนด์ กลายเป็นราคามหาคุ้ม

ยิ่งเล่นยิ่งเห็นภาพความเป็น “เวิลด์คลาส” ชัดขึ้นสำหรับ ดีแคลน ไรซ์ นักเตะค่าตัว 105 ล้านปอนด์ของ อาร์เซน่อล

แทบนึกภาพไม่ออกว่าทีมที่ใช้เงินซื้อนักเตะแบบกระเบียดกระเสียรอย่าง อาร์เซน่อล จะยอมจ่ายเงินมากขนาดนี้เพื่อนักเตะคนเดียว และผลตอบแทนมันช่างแสนคุ้มค่าจน ไรซ์ กลายเป็นบรรทัดฐานนักเตะค่าตัวระดับ 100 ล้านปอนด์ ในยุคนี้ไปแล้ว

ย้อนกลับไปตั้งแต่วันแรกที่ ไรซ์ ขึ้นมาเล่นให้ทีมชุดใหญ่ของ เวสต์แฮม จนกระทั่งถึงตอนนี้ เขาเจอบททดสอบอะไรบ้าง นี่คือเรื่องราวของนักเตะที่ใช้คำว่า “พัฒนาขึ้นในทุก ๆ วัน”

ก่อนจะมาถึงการเป็นกลางรับระดับโลก เรื่องมันมีอยู่ว่า ?

ความพยายามของเด็กถูกคัดทิ้ง

ก่อนหน้าที่ ดีแคลน ไรซ์ จะขึ้นมาเป็นนักเตะของ เวสต์แฮม ชุดใหญ่ได้ หลายคนน่าจะเคยได้ยินเรื่องราวของเขามาบ้าง เพราะพ่อหนุ่มคนนี้คือเด็กหนุ่มผู้ถูกคัดออกจากระบบอคาเดมี่ที่ดีที่สุดในประเทศทีมหนึ่งอย่าง เชลซี เมื่อเขาไม่ได้รับการต่อสัญญาตอนอายุ 14 ปี

เหตุผลหลัก ๆ นั้นเกิดจากเรื่องสภาพร่างกาย ทีมวิเคราะห์ของ เชลซี มองว่า ไรซ์ มีการพัฒนาด้านร่างกายที่ไม่ดีนัก แน่นอนว่ามันส่งผลทำให้เขาเชื่องช้า ไม่ว่าจะเป็นระยะสปีดสั้น สปีดยาว รวมไปถึงเรื่องความคล่องตัว ซึ่งสำหรับนักเตะแดนกลางห้องเครื่องในโมเดิร์นฟุตบอลนั้น คุณขาดสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เด็ดขาด เพราะตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งที่คู่แข่งจ้องจะรุมแย่งบอล เนื่องจากเป็นหัวใจในการขึ้นเกมของทีม

นี่คือความล้มเหลวที่ ไรซ์ ได้เรียนรู้ตั้งแต่อายุ 14 ปี เขาตั้งความหวังไว้มาก และนั่นคือความผิดหวังเกินจะรับได้ในตอนนั้น แต่มันกลับทำให้เขามีภูมิต้านทานมาถึงตอนนี้โดยไม่รู้ตัว

 

 

“คุณอายุ 14 ปี และโดน เชลซี ปล่อยตัว ออกมา คุณคิดยังไงล่ะ ? ผมไม่เคยคาดหวังว่ามันเป็นแบบนี้ ผมไม่ได้เป็นที่ต้องการ และนั่นคือสิ่งที่ผมรู้ ตอนนั้นผมคิดว่ามันคือทั้งชีวิตของผม ได้ซ้อมกับทีม ได้เจอเพื่อน ได้เจอเกมการแข่งขัน … ผมเสียใจสุด ๆ ผมยังจำภาพวันนั้นได้ดี ผมกลับมาจากโรงเรียน และพ่อเป็นคนบอกเรื่องทั้งหมดให้ผมฟัง” ไรซ์ เล่าย้อน

พ่อของเขาอยู่เคียงข้าง และบอกว่าโลกนี้มีอะไรให้เขาต้องเรียนรู้อีกเยอะ มีความเจ็บปวด และความผิดหวังที่มากกว่านี้รอเขาอยู่ เช่นเดียวกันกับความสำเร็จ หรือ อนาคตที่สดใส แต่เขาจะไม่รู้เลยว่าเขาจะไปเจอกับสิ่งใดที่ปลายทางหากเขาไม่กล้าออกเริ่มออกเดินทางอีกครั้ง … ประโยคนนี้ทำให้ ไรซ์ เก็บความเสียใจซ่อนเอาไว้ แม้จะยังสลัดทิ้งไม่ได้ แต่ก็ต้องไปต่อ เส้นทางของนักเตะอาชีพระดับแถวหน้าของพรีเมียร์ลีกไม่ได้สร้างมาเพื่อทุกคน แต่สร้างมาเพื่อคนที่พยายามและอยากคว้ามันมาให้ได้ต่างหาก

หลังจากคืนที่ผิดหวัง พ่อของ ไรซ์ พาเขาไปคัดตัวกับทีมอื่น ๆ ในลอนดอน ครั้งแรกกับ ฟูแล่ม และ ไรซ์ ยังคงสอบไม่ผ่าน ทว่าอีก 1 วันให้หลังพ่อของเขาพาไปที่ เวสต์แฮม …และอย่างที่คุณรู้ เวสต์แฮม ให้โอกาสเขา

“พ่อผมขับรถพาผมไปที่ เวสต์แฮม พร้อมกับอารมณ์เสียใจที่ยังไม่จางหาย แต่นั่นแหละ ผมพยายามบอกตัวเองว่าต้องไปต่อนะ ต้องพยายามเพิ่มขึ้นอีก กดดันตัวเองให้หนักกว่าเดิม”

มันเป็นแบบนั้นจริง ๆ การออกจาก เชลซี มายัง เวสต์แฮม ถือเป็นการถอยหลังลง 1 ก้าว การมายัง เวสต์แฮม นั้น ไรซ์ ได้รับการปรับตำแหน่งใหม่ จากเดิมที่เป็นกองกลาง เขาถูกขยับลงมาเป็นเซ็นเตอร์แบ็ก ด้วยปัญหาเดียวกันนั่นคือเรื่องของความคล่องตัว แม้จะลดระดับความเข้มข้นภายในทีมลง แต่ในแง่ของคุณภาพยังมีน้อยคนที่เชื่อมือ ดีแคลน ไรซ์ ในวัยทีนเอจ

“มาที่เวสต์แฮม ปัญหาเดิม ๆ ก็คือเรื่องเทคนิคส่วนตัวผมก็โอเคในระดับหนึ่ง แต่เรื่องของร่างกายที่ยังเติบโตไม่เข้าที่ ตอนนั้นมีคนบอกว่ารูปแบบและท่าทางการวิ่งของผมมันแปลก ๆ และนั่นแหละ ผมตามเด็กคนอื่นไม่ทันเท่าไหร่” ไรซ์ ว่าแบบนั้น

ไรซ์ ผ่านการประเมิณที่เวสต์แฮมแบบเฉียดฉิวทุกปีใน 2 ปีแรก แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงอายุ 16 ปี ช่วงนี้มันจะเป็นช่วงที่หน้าสิ่วหน้าขวานที่สุด เพราะจะเริ่มเห็นชัดแล้วว่าเด็กคนไหนมีศักยภาพที่จะไปต่อยังทีมชุดใหญ่ ซึ่ง ไรซ์ ดันเป็นเด็กกลาง ๆ ที่โค้ชครึ่งหนึ่งมองว่าควรต่อสัญญา และอีกครึ่งหนึ่งบอกว่าไม่ดีพอ

“ตอนนั้นการตัดสินใจเกี่ยวกับตัวผมคือ 50 – 50 ได้ยินมาว่าโค้ชครึ่งหนึ่งบอกให้เก็บไว้ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งพวกเขามองว่าอาจจะดีกว่าถ้าปล่อยผมออกไป แต่การได้ลงเล่นกับทีมชุด U-18 ทำให้ผมได้รับสัญญานักเตะทุนการศึกษา ประเด็นคือมีนักเตะ 5 คน ที่ได้สัญญานักเตะทุนจากสโมสร 1 ปี พร้อมสัญญาระดับอาชีพ 3 ปี แต่ผมเป็นคนเดียวที่ได้สัญญานักเตะทุน 2 ปี เท่านั้น ไม่มีสัญญาอาชีพต่อท้าย”  

นาทีนั้น ไรซ์ รู้แล้วว่าอนาคตนักฟุตบอลอาชีพของเขาแขวนอยู่บนเส้นด้ายสุด ๆ หากโอกาสสุดท้ายนี้เขาคว้าไว้ไม่ได้ เป็นอันว่าทุกอย่างจะจบลงเหมือนกับเด็กชายในอังกฤษอีกหลายล้านคนที่ต้องล้มเลิกความฝัน … ไม่เหลือทางไหนให้เดินนอกจากจะต้องก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองให้ได้ ที่ใครเคยชมว่าดี จะต้องทำให้ดีกว่าเดิม

 

 

นักเตะที่โดนชี้จุดอ่อนทุก ๆ ปี

“สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ผมต้องทำงานหนักแบบคูณ 2 คูณ 3 .. ผมเปลี่ยนแนวคิดใหม่เลย ผมพยายามผลักดันตัวเองเสมอ ใช้แรงขับทั้งหมดที่มีทำให้ตัวเองเป็นนักฟุตบอลที่ดีขึ้น รวมถึงการฝึกพิเศษต่าง ๆ ด้วย”

“ผมให้คุณทายว่าหลังจากนั้นผมได้อะไร ? สัญญาอาชีพฉบับแรกถูกเสนอมาให้ผม ตอนนั้นผมบอกตัวเองอีกครั้งว่า จะไม่เสียโฟกัส จะเดินหน้าต่อไป และปีหน้าผมจะทำให้ตัวเองเก่งจนได้สัญญาฉบับใหม่ให้ได้” 

สิ่งที่หวังตัดสินได้ด้วยสิ่งที่ลงมือทำ ไรซ์ ได้โอกาสประเดินสนามกับ เวสต์แฮม นัดแรกในเกมสุดท้ายของฤดูกาล 2016-17 โดยลงเล่นในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็ก จากนั้นโอกาสจึงเริ่มได้โอกาสมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามวัยวุฒิและคุณภาพของตัวเอง

ไรซ์ แก้ปัญหาเรื่องร่างกายเป็นอันดับแรก เพื่อที่จะได้ขยับขึ้นมาเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ที่เป็นตำแหน่งถนัดที่สุดของตัวเอง แม้เขาจะทำได้ดีสำหรับกุนซือของ เวสต์แฮม หลาย ๆ คนในแต่ละยุคที่ขยับดันเขาขึ้นมาเล่นตำแหน่งนี้มากขึ้น แต่ในแง่ของภาพรวม ตามมาตรฐานพรีเมียร์ลีก ไรซ์ ยังสลัด “ความช้า” และปัญหาอีกอย่างที่เพิ่มขึ้นมาจากความช้า คือเขาออกบอลจากเท้าช้าไป ทำให้ไม่มีความแม่นยำเท่าไรนัก

เรื่องการโหม่งบอล การแย่งบอล และการเข้าปะทะ ไรซ์ ทำได้ดีเนื่องจากเขาพัฒนาร่างกายมาเพื่อสิ่งนี้ แต่กองกลางในโมเดิร์นฟุตบอลต้องทำอะไรได้มากกว่านั้น การเล่นเกมรับได้อย่างเดียวไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป แต่การเอาบอลขึ้นไปข้างหน้าและเปิดโอกาสให้กับทีมคือสิ่งสำคัญที่ต้องทำควบคู่ไปด้วย นี่คือสิ่งที่นักวิจารณ์เล่นงาน ไรซ์ มาตลอด

ในระหว่างการพัฒนา ฤดูกาล 2017/18 ไรซ์สามารถจ่ายบอลขึ้นหน้าที่เพื่อนเอาไปสร้างเกมรุกได้เพียง 2.26 ครั้งต่อ 90 นาทีในพรีเมียร์ลีก ยิ่งกว่านั้นเขายิงพาบอลขึ้นหน้าได้เกิน 10 เมตร เพียงแค่ 1.12 ครั้งต่อ 1 เกมเท่านั้น สำหรับนักเตะหมายเลข 6 ที่เป็นเหมือน “ตำแหน่งที่ผูกผู้เล่นทั้งทีมเอาไว้ด้วยกัน” นี่คือสถิติที่ใช้คำว่า ห่างไกลจากตัวท็อปของลีกไปเยอะมาก ๆ ได้เลย

รอย คีน วิจารณ์ ดีแคลน ไรซ์ ในปี 2019 ตอนที่เขาอายุ 20 ปี แบบตรงไปตรงมาว่า “จุดที่เขาต้องปรับปรุงมีอีกเยอะ แม้ช่วงหลัง ๆ หลายคนจะชมเขามากขึ้น ผมในฐานะที่ติดตามเขามาอย่างใกล้ชิดและเคยทำงานร่วมกับเขาในทีมชาติไอร์แลนด์ ผมจะเล่าให้ฟัง”

“อย่างแรกคือตำแหน่งของเขา ที่เขาไม่สม่ำเสมอ เขาไม่ได้เป็นพวกที่คล่องตัว เข้าบอลเหมือนกับนักล่าตะปบเหยื่อ อ้อ แล้วเขาครองบอลได้ไม่ดีเท่าไร่ … คุณจะฟังอีกไหมล่ะ?” คีนหัวเราะและจบประโยคเท่านี้

คุณอาจจะมองว่า คีน พูดเกินจริง แต่ดูจากสถิติของ ไรซ์ ที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ คีน กำลังเหมือนกับที่ตัวเลขสะท้อนออกมา แต่ ไรซ์ ก็แสดงตัวตนความเป็น “ยอดนักกีฬา” ของเขาอีกครั้ง เขาใช้เวลาหลังจากนั้นเพียงปีเดียวเท่านั้น ในฤดูกาล 2019/20 เป็นต้นมา ไรซ์ ลดหน้ำหนักลง เปลี่ยนไขมันส่วนเกินเป็นกล้ามเนื้อ มันทำให้เขาคล่องขึ้น ปราดเปรียวขึ้น สิ่งนี้นำมาซึ่งการเอาตัวรอดที่ดีขึ้น การออกบอลที่ไวขึ้น และแน่นอนที่สุด คือการเอาบอลขึ้นหน้าทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการส่งใกล้ ส่งไกล และเลี้ยงบอลกินแดนขึ้นไปเอง … ว่าง่ายขึ้น เขามีความเป็นจอมทัพขึ้นมาแล้ว แม้อายุจะเพิ่ง 21 ปี ก็ตาม

แดเนียล เทย์เลอร์ จาก The Athletic อธิบายจุดนี้เพิ่มเติมว่า “ในปี 2020 ไรซ์ เป็นนักเตะที่ทำสถิติจ่ายบอลมากที่สุดต่อ 1 เกมของทีม เวสต์แฮม ที่ 178 ครั้ง … มากที่สุดนับตั้งแต่การเก็บสถิติครั้งแรกในปี 2003”

“ไรซ์ ไม่เคยทำตัวเองตกจากสปอตไลท์ เขาเล่นด้วยระดับที่แตกต่างกว่าเพื่อนร่วมทีมทุกคน เมื่อบอลอยู่ที่เท้าของเขา สิ่งที่ผมเห็นเพิ่มเติมคือการจ่ายบอลที่ดูถูกที่ถูกเวลาเสมอ เขาครองบอลดี จ่ายบอลไว สกัดบอลเก่ง และมีทักษะความเป็นผู้นำแบบที่คุณเห็นได้ด้วยตาเปล่า ทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่ว่าเมื่อคุณดูเขาเล่น คุณจะอยากเช็คประวัติเขาเลยเพราะคุณจะถามตัวเองว่าไอ้หมอนี่อายุ 21 ปีจริงหรือเปล่า”

จากเด็กถูกคัดทิ้ง ทัศนคติและความมุ่งมั่นล้วน ๆ ทำให้ ไรซ์ ก้าวขึ้นมาในระดับที่ทั้งพรีเมียร์ลีกต้องจับตาเขา การตั้งเป้าว่าจะต้องเก่งขึ้นในทุก ๆ วัน ทำให้เขาเหมือนมีออร่าความเร่าร้อนเวลาลงสนาม เขาไม่กลัวที่จะต้องปะทะกับกองกลางระดับโลกอย่าง เควิน เดอ บรอยน์ หรือ โรดรี้ ในตอนที่เขาอยู่กับ เวสต์แฮม เขาทำให้ เวสต์แฮม มีอันดับเหนือโซนตกชั้นสบาย ๆ ในทุกซีซั่น และเหนือสิ่งอื่นใดคือ เมื่อใครบอกว่าเขามีจุดอ่อน เขาจะรีบกลับไปแก้ไขมันให้ดีขึ้นไม่มากก็น้อย

จากกองกลางตัวรับที่เคยปัดกวาดเด่นแต่เกมรับ ไรซ์ ยกระดับขึ้นมาเป็นคนคุมจังหวะเกมตอนอายุ 20 ปี และตอนอายุ 21 ปี เขาขยับตัวเองขึ้นมาเป็นอีกระดับนั่นคือความเป็น “ห้องเครื่อง” ที่เติมขึ้นมายิงและมีส่วนร่วมกับการยิงประตูได้มากขึ้น จนกระทั่งเขาอายุ 22 ปี เขากลายเป็นนักเตะที่ดีที่สุดในสโมสร เวสต์แฮม พร้อมรับตำแหน่งกัปตันไปครอง

ถ้าถามว่ายังมีอะไรจะต้องพิสูจน์ตัวเองอีกไหม ? ไม่ต้องห่วง ถ้าคุณตั้งเป้าว่าเขาจะเป็นนักเตะระดับโลก ไรซ์ ยังมีเรื่องให้ต้องทำอีกมากโข

 

 

สู่ระดับโลก

ในปี 2021 ไรซ์ ถูก แกเร็ธ เซาธ์เกต เรียกติดทีมชาติอังกฤษชุดยูโร 2020 (เลื่อนแข่ง 1 ปีจากสถานการณ์โควิด-19) คำถามใหม่เกิดขึ้นกับเขา กองกลางจากทีมระดับค่อนล่างของตารางดีพอจะดวลกับเหล่าเสือสิงห์กระทิงแรดในระดับยุโรปได้ดีแค่ไหน

และอย่างที่คุณรู้ อังกฤษ ไปถึงรอบชิงชนะเลิศ แม้จะจบด้วยรองแชมป์ แต่ทีมชุดนี้ได้รับคำชมมากมาย โดยเฉพาะ ไรซ์ ที่สอบผ่านฉลุย นาทีนี้มันเกินกว่าเรื่องฝีเท้าไปแล้ว ในเกมระดับยุโรป เซาธ์เกต ยกย่องไรซ์ว่ามีคุณที่มีคาแร็คเตอร์ดีพอจะเล่นให้กับทีมไหนในโลกก็ได้

“ดีแคลน มีความเป็นมืออาชีพ, เปิดรับสิ่งใหม่, มองการทำงานเป็นทีมมาก่อน, ทุ่มเทเพื่อส่วนร่วม เขาคือนักเตะที่ให้ความเคารพทุกคนในทีม … สิ่งที่ทำให้ ดีแคลน ไรซ์ เป็นนักเตะที่จะพัฒนาได้อีกมาก เพราะเขามีสภาพจิตใจที่ดี และมีความกระหายนี่แหละ” เซาธ์เกต บอกแบบนั้น

หลังจากจบ ยูโร 2020 ไม่มีใครมอง ดีแคลน ไรซ์ เหมือนเดิมอีกแล้ว จากนักเตะที่มีค่าตัวประเมินก่อนหน้านี้อยู่ที่ราว ๆ 60-80 ล้านปอนด์ นักวิจารณ์ก็บ่นว่าแพงกันแล้ว กระพริบตาไม่กี่ที รู้ตัวอีกที ไรซ์ ก็ถูก เวสต์ฮม ตั้งราคาไว้ที่ 100 ล้านปอนด์ไปแล้ว … แล้วอย่าคิดว่าจะเป็นราคาที่ตั้งขึ้นมาลอย ๆ เพราะ แมนฯ ยูไนเต็ด, เชลซี และ อาร์เซน่อล เอาจริงเอาจังกับ ไรซ์ แบบเป็นข่าวทุกวันตั้งแต่ปี 2021

ในฤดูกาล 2022/23 ไรซ์ คือนักเตะที่แย่งบอลได้มากที่สุดในพรีเมียร์ลีก 79 ครั้ง เก็บอลจังหวะสอง (Recovery) ได้ถึง 334 ครั้ง นอกจากนี้สถิติที่เขาไม่เคยทำได้ดีอย่างการจ่ายบอลสั้นและยาวถูกพัฒนาขึ้นเป็นคนละคน เขาจ่ายบอลรวมกว่า 2,083 ครั้ง วางบอลยาวทะลุแนวรับคู่แข่งได้ถึง 151 ครั้ง การดวลชนะคู่แข่งในจังหวะ 1-1 มีถึง 164 ครั้ง ที่สำคัญไม่เคยทำผิดพลาดจนเป็นเหตุให้ทีมเสียประตูเลย หลังจากฤดูกาลจบลง เขาเป็นนักเตะอังกฤษค่าตัวแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ในเวลานี้

“ไรซ์ ย้ายไป อาร์เซน่อล ทำให้ผมนึกถึงภาพวันที่ รอย คีน ย้ายออกจาก น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ไป แมนฯ ยูไนเต็ด ด้วยค่าตัวสถิติพรีเมียร์ลีกเลย  วิธีการเล่นของเขาชวนให้ผมนึกถึงคีนในวัยหนุ่ม ที่มีศักยภาพมากเกินกว่าต้นสังกัด เขาจำเป็นต้องย้ายออกเพื่อเป็นนักเตะที่ดีขึ้นยิ่งกว่านี้” แดเนียล เทย์เลอร์ สรุปความสามารถของไรซ์ในซีซั่นนั้น ซึ่งถ้าใครเกิดทันดู รอย คีน เล่น คุณก็น่าจะเห็นด้วยกับสิ่งที่เขาพูด

ในวันที่ ไรซ์ ย้ายมาอยู่กับ อาร์เซน่อล คำวิจารณ์ยังพอมี บ้างก็บอกว่าแพงไปบ้าง หรืออะไรต่าง ๆ ที่พอจะตั้งคำถามกับเขาขึ้นมาได้ แต่อย่างที่คุณเห็นกันนั่นแหละ ไรซ์ กับ อาร์เซน่อล กลายเป็น ไรซ์ คนละคนกับ เวสต์แฮม ไปแล้ว จากกองกลางตัวห้องเครื่อง เขาเพิ่มสกิลมากมายเข้ามาแบบที่คุณเองก็นึกภาพไม่ออกว่าจะเกิดขึ้นเร็วขนาดนั้น

การสอดขึ้นมาเล่นในกรอบเขตโทษ การยิงไกล การเตะลูกนิ่ง ถูกเพิ่มขึ้นมาแทบจะในทันที เรียกได้ว่า ไรซ์ มีความเป็น “แมตช์วินเนอร์” หรือเป็นนักเตะที่สามารถตัดสินเกมได้ ในเวลาที่คับขันเขาจะปรากฏตัวเหมือนกับเป็นซูเปอร์ฮีโร่เสมอ … นี่คือสิ่งที่ไม่ได้มีกันทุกคน

ตอนนี้ ดีแคลน ไรซ์ อายุ 24 ปี ไม่เคยผ่านอาการบาดเจ็บใหญ่มาก่อน แสดงให้เห็นถึงร่างกายที่แข็งแกร่งและความฟิตที่สูงสุด ๆ  เขาผ่านเกมระดับพรีเมียร์ลีกมากกว่า 200 เกม ผ่านทัวร์นาเมนต์ที่ใหญ่ที่สุดกับทีมชาติมาแล้ว ไม่ต้องเสียเวลาไล่เรียงเรื่องราวของเขาให้มากมายนัก คุณเดาไม่ออกด้วยซ้ำว่าด้วยอายุขนาดนี้ ไรซ์ จะเก่งขึ้นได้อีกขนาดไหน

ตอนนี้คุณลองไปถามแฟน อาร์เซน่อล ดูว่า “ดีแคลน ไรซ์ คุ้มค่าตัว 105 ล้านปอนด์หรือไม่ ?”

100 ทั้ง 100 น่าจะตอบมาเป็นเสียงเดียวกันแบบไม่มีเสียงแตก และในความเป็นจริงคุณก็รู้ว่าพวกเขาจะตอบว่าอะไรโดยที่ไม่ต้องเสียแรงถามด้วยซ้ำ .. คิดแบบนั้นหรือเปล่าล่ะ ?

 

 

 

หากท่านใดสนใจสมัครให้กดลิ้งนี้ หรือมีข้อสงสัยสามารถสอบถามมาได้ที่…

https://member.ufafun88.fun/register/?s=google

หรือแอดไลน์

https://lin.ee/omb8BU5

 

บริการอื่นๆนอกเหนือจาก คิดอย่าง “ไรซ์”

แชร์บทความนี้ให้เพื่อน

Facebook
Twitter
VK

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *